ushanka

ushanka

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บทความวิเคราะห์ ศึกชิง” สิทธิ์ถ่ายทอด ไทยลีก ระหว่าง FOX vs true



การแย่งชิงสิทธ์การถ่ายทอดสดครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีมูลค่าสูงกว่าเดิม เพราะมีการแข่งขันกัน
ซึ่งแน่นอนสิ่งที่แฟนบอลไทยบางส่วนกังวลคือ
ในกรณีที่ ประมูลในราคาสูงแล้ว แฟนบอลไทยอาจะต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นหรือป่าว เพราะในปีนี้แฟนบอลไทย น่าจะพึงพอใจกับค่าบริการของทาง true อยู่แล้ว ซ้ำยังได้ดูผ่าน Free TV อีกด้วย หากทาง Fox เป็นผู้ชนะ แฟนบอลไทยจะยังจะได้รับชมไทยลีกทุกคู่หรือเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะทาง Fox ก็ถือลิขสิทธ์อยู่หลายชนิดกีฬา การเข้าถึงของแฟนบอลไทย ทั้งขาประจำและขาจร จะยากขึ้นหรือป่าว แล้วอาจจะทำให้กระแสบอลไทยลีกที่กำลังดีขึ้นเรื่อยๆกลับตกไปหรือป่าว
ในอีกมุม คือ Fox มีความเป็นมืออาชีพด้านการถ่ายทอดสดกีฬาชนิดต่างๆ แถมยังจะถ่ายทอดสดไปทั่วอาเซี่ยนอีกด้วย นี่อาจจะเป็นการกระตุ้น สปอนเซอร์ให้หันมาสนันสนุนทีมไทยลีกเพิ่้มขึ้นอีกทาง เพราะชื่อสินค้าจะไม่ใช่แค่คนไทยที่เห็น อาจมีกลุ่มคนในต่างประเทศบางส่วนเข้าถึงได้เช่นกัน หลายคนยังกลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะทาง true ผู้ถือสิทธ์เดิมนั้นก็ทำได้ดี ไม่ขี้เหล่อะไร ทั้งการถ่ายทอด รายการต่างๆเกี่ยวกับไทยลีก
เชื่อว่าแฟนบอลไทยส่วนใหญ่ยังเชียร์ true ให้ได้สิทธิ์ต่อไปอีกครั้ง
ส่วนแฟนบอลไทยบางส่วนอากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่แน่อาจจะเป็นไปในทางที่ดีกว่าเดิม และช่วยส่งเสริมไทยลีกให้ก้าวไปอีกขั้นก็ได้
ไม่ว่าใครจะได้สิทธิ์ชนะการประมูลครั้งนี้ไป ขอให้เป็นไปด้วยความความยุติธรรมโปร่งใส สำหรับผู้เขียนไม่ว่าใครจะได้รับสิทธิ์ก็ถือเป็นเรื่องดีที่มีการแข่งขันกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับไทยลีกและเงินสนันสนุนที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ไปไหนก็ไปอยู่ที่สโมสรทั้งหลายที่ได้รับส่วนแบ่งไปเพื่อพัฒนาลีกไทยให้ได้ยิ่งๆขึ้นต่อไปในอนาคต

ต่อไปเป็นข่าวจาก   http://manager.co.th/Sport/ViewNews.aspx?NewsID=9580000090453
กระแสฟุตบอล “ไทย พรีเมียร์ ลีก” กำลังพุ่งสูงจนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทำให้มีผู้ติดตามทั้งขอบสนามและจอแก้วมากขึ้นทวีคูณ ส่งให้มีหลายเจ้าหมายปองที่จะคว้าลิขสิทธิ์ดูแลการถ่ายทอดสดคอนเทนต์นี้มาครอบครอง โดยล่าสุดเป็น “ฟ็อกซ์” (FOX) บริษัทมัลติมีเดียชั้นนำระดับโลก ที่พร้อมทุ่มทุนท้าสู้กับเจ้าของเดิมอย่าง “ทรูวิชั่นส์” ที่เหลือสัญญาซีซันหน้าเป็นปีสุดท้าย และคาดการณ์ว่าการประมูลครั้งใหม่จะมียอดพุ่งทะลุ 2,700 ล้านบาทเลยทีเดียว
ทรูวิชั่นส์ เจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอล ไทย พรีเมียร์ ลีก กำลังจะครบสัญญา 3 ปี ในฤดูกาล 2016 เป็นซีซันสุดท้าย หลังเป็นผู้ชนะในการประมูลครั้งก่อน ถือสิทธิ์ปี 2014-2016 ซึ่งการยื่นซองชิงชัยรอบใหม่ฤดูกาล 2017-2019จะมีขึ้นภายในปีนี้ ทว่าอาจจะไม่ใช่งานง่ายเนื่องจากมีหลายบริษัทที่หมายปองเช่นกัน เนื่องจากธุรกิจลูกหนังไทยกำลังเฟื่องฟู สามารถต่อยอดกำไรได้มหาศาล ตัวอย่างเช่นผลสำรวจของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีประชาชนติดตามการแข่งขันฟุตบอล ไทย พรีเมียร์ ลีก แซงหน้า พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ไปแล้ว ที่สำคัญยังมีผู้ติดตามสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้น ทรูวิชั่นส์ จำต้องทุ่มเงินที่สูงขึ้นกว่าเดิมจากครั้งก่อนที่ควักถึง 1,800 ล้านบาท หากต้องการป้องกันแชมป์ เพราะคอนเทนต์นี้ถือเป็นตัวกอบกู้สถานการณ์มัดใจสมาชิก และเป็นรายการที่สร้างเรตติงอันดับหนึ่งของช่องดิจิตอล ทรูโฟร์ยู ยามที่ชวดได้สิทธิ์ยิงสดลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมาไว้ในมือ
อย่างไรก็ตามล่าสุดมีผู้ประกาศที่จะก้าวลงสังเวียนเพื่อชิงชัยแล้วเช่นกัน นั่นคือ “ฟ็อกซ์” บริษัทมัลติมีเดียชั้นนำระดับโลก ที่พร้อมทุ่มทุนสู้แม้จะเป็นพันธมิตรขาประจำกับทรูวิชั่นส์ก็ตาม โดย ม.ร.ว.รุจยารักษ์ อาภากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ฟ็อกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แชนแนล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “เราสนใจที่จะได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ไทย พรีเมียร์ ลีก แน่นอน เพราะถือเป็นคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงมากทั้งในประเทศไทย และละแวกเพื่อนบ้าน ที่สำคัญตอนนี้ทางฟ็อกซ์พร้อมที่จะลงทุนในเอเชีย เน้นสร้างและซื้อคอนเทนต์ในระดับท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อต่อยอดการหารายได้โฆษณาในรูปแบบรีจีนัล”
“ส่วนเม็ดเงินที่คาดว่าจะพุ่งเกิน 2,000 ล้านบาทนั้น หากมองระดับในประเทศถือเป็นจำนวนที่สูง แต่ถ้ามองในระดับนานาชาติถือว่าไม่สูงเลย เรามีบริษัทแม่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา และบริษัทใหญ่ในเอเชียที่จะเป็นผู้ประมูลลิขสิทธิ์กีฬาต่างๆในทวีป ตั้งอยู่ที่ฮ่องกง รวมถึงมีออฟฟิศเชียลในเอเชียรวม14 ประเทศ สามารถเข้าถึงผู้คนทั่วโลกกว่า 300 ล้านคน หากได้สิทธิ์การถ่ายทอดสดมา นอกจากในประเทศไทยแล้ว เรายังสามารถดึงไปถ่ายทอดสดให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ความสนใจฟุตบอลไทยอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียได้เช่นกัน” ม.ร.ว.รุจยารักษ์ เผย
นอกจาก “ฟ็อกซ์” ที่ออกหน้าว่าต้องการที่จะได้ลิขสิทธิ์ ไทย พรีเมียร์ ลีก มาครอบครองแล้ว ยังมีผู้ประกอบการอีกหลายเจ้าที่คาดกันว่าให้ความสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ “ซีทีเอช” หรือ บริษัท ซีทีเอช จำกัด (มหาชน) เจ้าของสิทธิ์ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ซึ่ง เชิดศักดิ์ กู้เกียรตินันท์ ประธานกรรมการบริหารซีทีเอช ยอมรับว่าเป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจ แต่ยังไม่เวลาในการพิจารณาตัดสินใจว่าจะทุ่มทุนร่วมชิงชัยหรือไม่
ด้าน ดร.องอาจ ก่อสินค้า ประธาน บริษัท ไทย พรีเมียร์ ลีก จำกัด เชื่อว่าการประมูลครั้งใหม่จะมีมูลค่าพุ่งสูงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอีก 50 เปอร์เซ็นต์ จากวงเงิน 1,800 ล้านบาท (600 ล้านบาท ต่อปี) จะขยับเป็น 2,700 ล้านบาท (900 ล้านบาท ต่อปี) ซึ่งรายได้ 80 เปอร์เซ็นต์ จากเงินค่าลิขิสิทธิ์ที่ได้มา จะแบ่งให้กับแต่ละสโมสรเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน จากเดิม ไทย พรีเมียร์ ลีก ได้ทีมละ 20 ล้านบาท, ลีก วัน (ดิวิชัน 1) ได้ทีมละ 3 ล้านบาท และ ลีก ภูมิภาค (ดิวิชัน 2) ได้ทีมละ 1 ล้านบาท “ปัจจุบันนี้ยอดผู้ชมทางโทรทัศน์สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ลิขสิทธิ์เป็นที่ต้องการของหลายบริษัท ซึ่งผมเชื่อว่าปีนี้ยอดเงินจะสูงขึ้นกว่าเดิมอีก 50 เปอร์เซ็นต์แน่นอน”
พร้อมกันนี้ “บิ๊กเปี๊ยก” มองว่าควรจะพิจารณาผู้ชนะในด้านอื่นๆนอกจากจำนวนเงิน “แน่นอนว่าจำนวนเงินเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าได้สูง แต่ละสโมสรก็จะได้เงินตอบแทนสูงด้วย แต่ส่วนตัวผมมองว่าควรจะพิจารณาในด้านอื่นๆควบคู่กันไปด้วย เช่น ความพร้อมของผู้ที่จะได้สิทธิ์ ประสบการณ์การถ่ายทอดสด อุปกรณ์ จำนวนกล้อง มุมกล้อง รวมถึงบุคลากรต่างๆ เพราะสาเหตุที่ทำให้ฟุตบอลไทยบูมในเวลานี้ส่วนหนึ่งมาจากการถ่ายทอดสด ซึ่งที่ผ่านมา ทรูวิชั่นส์ สามารถทำได้อย่างดี ทั้งมุมกล้องและอรรถรสต่างๆในการรับชม ดังนั้นหากผู้ที่ได้สิทธิ์ไปบริหารจัดการไม่ดีหรือไม่พร้อม ก็อาจทำให้เรตติงและภาพรวมของลีกตกลงได้” นายใหญ่ทีพีแอลทิ้งท้าย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น